วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เครือข่ายคอมพิวเตอร์


           เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่มาเป็นสถานีบริการ หรือที่เรียกว่า เครื่องให้บริการ (Server ) และให้ไมโครคอมพิวเตอร์ตาม หน่วยงานต่างๆ เป็นเครื่องใช้บริการ (Client) โดยมีเครือข่าย(Network) เป็นเส้นทางเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จาก จุดต่างๆ 


ชนิดของเครือข่าย 
           เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งแยกตามสภาพการเชื่อมโยงได้ 2 ชนิด 
- เครือข่ายแลน (Local Area Network : LAN)
- เครือข่ายแวน (Wide Area Network : WAN


เครือข่ายแลน


            หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารที่อยู่ในท้องที่ บริเวณเดียวกันเข้าด้วยกัน เช่น ภายในอาคาร หรือภายในองค์การที่มีระยะทางไม่ไกลมากนัก เครือข่ายแลนจัดได้ว่าเป็นเครือข่ายเฉพาะขององค์การ การสร้างเครือข่ายแลนนี้องค์การสามารถดำเนินการทำเองได้ โดยวางสายสัญญาณสื่อสารภายในอาคารหรือภายในพื้นที่ของตนเอง เครือข่ายแลน มีตั้งแต่เครือข่ายขนาดเล็กที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไปภายในห้องเดียวกันจนเชื่อมโยงระหว่างห้อง หรือองค์การขนาดใหญ่เช่นมหาวิทยาลัย มีการวางเครือข่ายที่เชื่อมโยงระหว่างอาคารภายในมหาวิทยาลัย เครือข่ายแลนจึงเป็นเครือข่ายที่รับผิดชอบโดยองค์การที่เป็นเจ้าของ ลักษณะสำคัญของเครือข่ายแลน คืออุปกรณ์ที่ประกอบภายในเครือข่ายสามารถรับส่งสัญญาณกันด้วยความเร็วสูงมาก โดยทั่วไปมีความเร็วตั้งแต่ หลายสิบล้านบิตต่อวินาที จนถึงร้อยล้านบิตต่อวินาที การสื่อสารในระยะใกล้จะมีความเร็วในการสื่อสารสูง ทำให้การรับส่งข้อมูลมีความผิดพลาดน้อยและสามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากในเวลาจำกัดได้

เครือข่ายแวน


          เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ในระยะไกล เช่น เชื่อมโยงระหว่างจังหวัด ระหว่างประเทศ การสร้างเครือข่ายระยะไกล จึงต้องอาศัยระบบบริการข่ายสายสาธารณะ เช่น สายวงจรเช่าจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ใช้วงจรสื่อสารผ่านดาวเทียม ใช้วงจรสื่อสารเฉพาะกิจที่มีให้บริการแบบสาธารณะ เครือข่ายแวนจึงเป็นเครือข่าย ที่ใช้กับองค์การที่มีสาขาห่างไกลและต้องการเชื่อมสาขาเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เช่น ธนาคารมีสาขาทั่วประเทศ มีบริการ รับฝากเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม เครือข่ายแวนเชื่อมโยงระยะไกลมาก จึงมีความเร็วในการสื่อสารจึงไม่สูง เนื่องจาก มีสัญญาณรบกวนในสาย และการเชื่อมโยงระยะไกลจำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษในการลดปัญหาข้อผิดพลาดของ การรับส่งข้อมูล เครือข่ายแวน เป็นเครือข่ายที่ทำให้เครือข่ายแลนหลายๆ เครือข่ายเชื่อมถึงกันได้เช่นที่ทำการสาขาทุกแห่ง ของธนาคารแห่งหนึ่งมีเครือข่ายแลนเพื่อใช้ทำงานภายในสาขานั้นๆ และมีการเชื่อมโยงเครือข่ายแลน ของทุกสาขาให้เป็นระบบเดียวด้วยเครือข่ายแวน ในอนาคตอันใกล้นี้ บทบาทของเครือข่ายแวนจะทำให้ทุกบริษัท ทุกองค์การทุกหน่วยงานเชื่อมโยงเครือข่าย คอมพิวเตอร์ของตนเองเข้าสู่เครือข่ายกลาง เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน และการทำงานร่วมกัน ในระบบที่ต้องติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เทคโนโลยีที่ใช้กับเครือข่ายแวนมีความหลากหลาย มีการเชื่อมโยงระหว่างประเทศด้วยช่องสัญญาณดาวเทียม เส้นใยนำแสง คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ สายเคเบิล ทั้งที่วางตามถนนและวางใต้น้ำ เทคโนโลยีของการเชื่อมโยง ได้รับการพัฒนาไปมากแต่ยังไม่พอเพียงกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีเครือข่ายแลน 
           การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่ายแลนนั้น มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสื่อสาร ข้อมูลระหว่างกันได้ทั้งหมดหากนำเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องต่อสายสัญญาณเข้าหากันจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งสอง นั้นส่งข้อมูลถึงกันได้ครั้นจะนำเอาคอมพิวเตอร์เครื่องที่สามต่อรวมด้วย เริ่มจะมีข้อยุ่งยากเพิ่มขึ้น และยิ่งถ้ามีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งมีข้อยุ่งยากที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดสื่อสารกันได้ ด้วยเหตุนี้ผู้พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงต้องหาวิธีการและเทคนิคในการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบต่างๆ เพื่อลดข้อยุ่งยาก ในการเชื่อมโยงสายสัญญาณโดยใช้สายสัญญาณน้อยและเหมาะสมกับการนำไปใช้งานได้ ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดของการใช้ สายสัญญาณเป็นเรื่องสำคัญมาก บริษัทผู้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้พยายามคิดหาวิธี และใช้เทคโนโลยีในการรับส่งข้อมูลภายในเครือข่ายแลน ออกมาหลายระบบ ระบบใดได้รับการยอมรับก็มีการตั้งมาตรฐานกลาง เพื่อว่าจะได้มีผู้ผลิตที่สนใจการผลิตอุปกรณ์ เชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่าย เทคโนโลยีเครือข่ายแลนจึงมีหลากหลาย เครือข่ายแลนที่น่าสนใจ เช่น อีเทอร์เน็ต (Ethernet) โทเก็นริง (Token Ring) และ สวิตชิง (Switching)


วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โครงงานบูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง เรื่อง 'เมี่ยงคำเมืองตาก'



ที่มาและความสำคัญ :

                        เนื่องจาก เมี่ยงเต้าเจี้ยว หรือ เมี่ยงจอมพล’ เป็นอาหารพื้นอันเลื่องชื่อในจังหวัดตาก ตณะผู้จัดทำจึงเห็นว่า ในรายวิชาภาษาไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ โดยแต่งกลอนเกี่ยวกับเมี่ยงคำตาก และจัดทำเป็นแผ่นพับ รวมทั้งการจัดเรียงข้อความและถ้อยคำเชิญชวนในแผ่นพับ เพื่อดึงดูดความสนใจในการเผยแพร่เกี่ยวกับ ‘เมี่ยงเต้าเจี้ยว ให้คนในชุมชนหรือนักท่องเที่ยวได้ทราบ



วัตถุประสงค์ :

1.เพื่อดึงดูดความสนใจและเผยแพร่อาหารพื้นบ้านที่ข้นชื่อของจังหวัดตากให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
2.เพื่อให้ผู้จัดทำและผู้ศึกษาได้ทราบถึงกรรมวิธีของการทำเมี่ยคำเมืองตากและนำไปเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น



ประโยชน์ที่ได้รับ :


เนื้อหา
ประโยชน์ที่ได้รับ
ส่วนผสมและวิธีการทำเมี่ยงคำเมืองตาก
- ทำให้รู้จักวิธีการทำเมี่ยงคำที่เป็นอาหารพื้นบ้านที่ขึ้นชื่อของจังหวัดตาก
ประวัติความเป็นมาของเมี่ยงคำเมืองตาก
- ทำให้ได้ทราบถึงวัฒนธรรมของท้องถิ่นและความเป็นมาของอาหารพื้นบ้านสามารถนำไปถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังได้รับรู้และเข้าใจ
สรรพคุณของพืชสมุนไพรไทย
- ได้ทราบคุณค่าและประโยชน์ของพืชสมุนไพรไทยซึ่งเป็นอาหารในชีวิตประจำวันที่มีสรรพคุณสามารถป้องกันและรักษาโรคบางชนิดได้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
- เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทำให้เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นและยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้อีกด้วย
แผนผังกลอนสุภาพ
- ได้เรียนรู้ถึงหนึ่งในบทกลอนของไทย ที่มีความไพเราะมาก และยากขึ้นไปในระดับหนึ่ง



วิธีการดำเนินงาน :

๑.ประชุมปรึกษาหารือ เสนอความคิดเห็น และคัดเลือกเรื่องที่จะทำโครงงาน
๒.แบ่งหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มและหาข้อมูลในการดำเนินงาน
.รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า นำมาวิเคราะห์และเลือกใช้ส่วนที่สำคัญ
.เขียนเค้าโครงงาน
๕.นำโครงร่างของโครงงานไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์
๖.นำข้อเสนอแนะจากอาจารย์มาปรับปรุงโครงงานให้ดีขึ้น

ผลโยชน์ที่ได้รับ :




...เมืองตากเราวัฒนธรรมมีมากหลาย
มีมากมายเอกลักษณ์ด้านอาหาร
เมี่ยงเต้าเจี้ยวมีมาแต่โบราณ
ลิ้มลองทานแล้วท่านจะติดใจ
ประกอบด้วยข้าวแคบถั่วลิสง
ข้าวทอดลงพริกขิงตามสีสดใส
ทั้งเต้าเจี้ยวมะพร้าวและตะไคร้
อย่าลืมใส่ใบชะพลูดูสวยงาม
เชิญมาชิมเมี่ยงเต้าเจี้ยวของเมืองตาก
อร่อยมากสรรพคุณมีล้นเหลือ
ทานได้บ่อยอร่อยดีไม่มีเบื่อ
หากไม่เชื่อลองมาชิมให้อิ่มกัน


สรุปผล :

             เมี่ยงคำจังหวัดตาก ที่เกิดมาจากในสมัยก่อน ผู้สูงอายุของแต่ละบ้าน ต้องการที่จะหาอาหารทานยามว่าง จึงได้นำอาหารที่เหลือแต่ละอย่างมารับประทานรวมกัน เช่น มะนาว พริก ขิง ถั่วลิสง ใบชะพลู ฯลฯ ซึ่งเป็นอาหารที่มาจากพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ และ ต่อมา ก็ได้กลายเป็นที่นิยมของตำบลหัวเดียด และเมี่ยงคำก็มีชื่อเรียกอีกชื่อ คือ เมี่ยงจอมพล  ที่เรียกว่าเมี่ยงจอมพลเนื่องจาก ในอดีตทุกครั้งที่ จอมพลถนอม กิตติขจร มาเมืองตาก จะต้องไปกินเมี่ยงชนิดนี้ที่ร้านคุณป้าคนหนึ่งเป็นประจำ จนชาวบ้านพากันเรียก ''เมี่ยงจอมพล'' ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อ  เพื่อดึงดูดความสนใจและเผยแพร่อาหารพื้นบ้านที่ข้นชื่อของจังหวัดตากให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นอีกทั้งยัง ทำให้ผู้จัดทำและผู้ศึกษาได้ทราบถึงกรรมวิธีของการทำเมี่ยคำเมืองตากและนำไปเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เข้าค่ายลูกเสือ ม.2


         การเข้าค่ายลูกเสือของนักรียนระดับชั้น ม.2 โรงเรียนตากพิทยาคม ในวันที่ 24-26 มกราคม 2556 ที่ค่าย ตชด.34(ค่ายพระเจ้าตาก) ในการเดินทางต้องเดินไปค่ายเอง ระยะทางประมาณ 4 กิโล
ในค่ายก็จะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมเิดินเสือ กิจกรรมรอบกองไฟ กิจกรรมตามฐาน
และในค่ายก็สอนให้เรารู้จักพึ่งตัวเอง ทั้งการกางเต็นท์เอง ทำอาหารเอง สอนให้มีระเบียบวินัย

และนี่ก็เป็นรูปภาพที่เราทำกิจกรรม

 
 
 
 
 
 
 
 
 

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

กิจกรรมประจำหน่วยที่ 2 เรื่อง หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ


ข้อที่ 1 กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศคืออะไร มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ตอบ กระบวนการจัดการกับข้อมูลข่าวสาร โดยนำข้อมูลดิบให้ผ่านกระบวนการต่างๆ จนเป็นสารสนเทศที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้อง การประมวลผลและการเผยแพร่สารสนเทศ

ข้อที่ 2 จงให้คำนิยามของสิ่งต่อไปนี้ พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
 1) ข้อมูล 
 2) สารสนเทศ 
 3) ความรู้
ตอบ 2.1.ข้อมูล หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลเช่นคะแนนสอบ
        2.2.สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลต่างๆ ที่ได้ผ่านการประมวลผล
        2.3.ความรู้ หมายถึง สิ่งที่ทำให้คนเข้าใจ แล้วนำความเข้าใจนั้นมาปฏิบัติหรือประยุกต์ให้  เกิดประโยชน์
            ความสัมพันธ์ คือ เรามีข้อมูลแล้วนำข้อมูลมาผ่านการประมวลผลแล้วจะเป็นสารสนเทศ ในขณะนั้นเมื่อเราประมวลผลเกิดการคิดวิเคราะห์ เราก็จะได้ความรู้ไปใช้

ข้อที่ 3 จงยกตัวอย่างจากประสบการณ์ของนักเรียนเองว่า ความรู้ช่วยในการตัดสินใจได้อย่างไร
ตอบ การสอบ คือ เราใช้ความรู้ที่เรามีตัดสินใจว่า เราจะตอบข้อไหน

ข้อที่ 4 การเก็บรักษาข้อมูลและสารสนเทศมีวิธีการอย่างไร และเก็บไว้เพื่อประโยชน์อะไร
ตอบ    1. การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
 2. การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล
 3. การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา
4. การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
            เก็บไว้เพื่อ ไม่ให้เกิดการสูญหายหรือชำรุดและมีการสำรองไว้

ข้อที่ 5 การเผยแพร่สารสนเทศมีวัตถุประสงค์อย่างไร และต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
ตอบ    วัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการเผยแพร่และต้องคำนึงถึง กลุ่มคนที่เราต้องการให้รับรู้และให้ได้ประโยชน์

ข้อที่ 6 จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อนักเรียนพบปัญหา ตามปกตินักเรียนจะหาคำตอบให้แก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใดบ้าง จงบอกมา 3 วิธี พร้อมทั้งบอกว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
ตอบ    ปัญหา คือ เลิกเรียนก่อนเวลาจะโทรศัพท์ให้แม่มารับ พบว่าแบตเตอรี่ของโทรศัพท์หมด
            วิธีแก้ปัญหา คือ
            1.ยืมโทรศัพท์ของเพื่อน ข้อดี ไม่ได้จ่ายเงิน ข้อเสีย ต้องพึ่งพาคนอื่นและทำให้เงินในโทรศัพท์ของเพื่อนเหลือน้อย
            2.โทรศัพท์ตู้สาธารณะ ข้อดี แม่สามารถมารับได้ทันที ข้อเสีย ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์
            3.นั่งรอแม่จนถึงเวลาเลิกเรียน ข้อดี ไม่ได้จ่ายเงินและไม่ได้ทำให้เพื่อนลำบาก  ข้อเสีย อาจจะนั่งรอแม่นานและอาจอยู่คนเดียว

ข้อที่ 7 ปัญหาง่ายๆในชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช้วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ เป็นระบบ เพราะ ถ้าเราทำอะไรอย่างมีระบบจะทำให้ง่ายแก่การแก้ปัญหา

ข้อที่ 8 การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จงอธิบาย และมีประโยชน์อย่างไร
ตอบ    ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์ปัญหาเพื่อหาประเด็นสำคัญของปัญหา
            ขั้นตอนที่ 2 หาแนวทางการแก้ปัญหา
            ขั้นตอนที่ 3 กำหนดรายละเอียดในการแก้ปัญหา
            ขั้นตอนที่ พิจารณารายระเอียดว่าเหมาะสมหรือไม่
ขั้นตอนที่ 5 พิจารณามาตรการแก้ปัญหาว่าเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอให้กลับไปขั้นตอนที่ 1
ประโยชน์ คือ ช่วยให้แก้ปัญหาได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ข้อที่ 9 จงยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในการแก้ปัญหาที่นักเรียนได้พบเห็นมาโดยเล่าเรื่องราวพอสังเขปและวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะเหตุใด
ตอบ   ได้รับเงินมาจำนวนมากไม่ทราบว่าจะเก็บไว้ที่ไหน จึงนำไปฝากที่ตู้รับฝากเงินอัตโนมัติเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสม เพราะ ตู้รับฝากเงินอัตโนมัติมีความปลอดภัยเหมาะสมแก่การฝากเงิน