วันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ถุงใต้ตา

ปัญหาเรื่องถุงใต้ตา รอยคล้ำและริ้วรอยรอบดวงตา นับเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับทุกคน โดยเฉพาะสาวๆ ซึ่งการเกิดถุงใต้ตา นั้นมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น การใช้สายตาเพ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดมากเกินไป กรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อมที่อยู่ รวมถึงอาหารการกิน ความเครียด การลดลงอย่างฉับพลันของฮอร์โมนเพศหญิง ฯลฯ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เซลล์ผิวเสื่อมได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของถุงใต้ตา นั้นมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ถุงใต้ตาแท้ และถุงใต้ตาเทียม ซึ่งมีข้อแตกต่างกัน ดังนี้

      ถุงใต้ตาแท้
      
 อาจจะมีสาเหตุหลักมาจากกรรมพันธุ์ วิธีนี้ต้องพึ่งการทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะถุงใต้ตาชนิดนี้เกิดจากระบบต่อมไร้ท่อภายในร่างกายทำงานผิดปกติ ซึ่งโดยปกติแล้วคนเราจะมีก้อนไขมันสามก้อนอยู่ที่ใต้ตา เมื่อเราอายุมากขึ้นก้อนไขมันเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับบางคนที่มีปัญหาถุงใต้ตาแบบแท้ บางครั้งก็สังเกตอาการใหญ่โตของถุงใต้ตาได้ตั้งแต่เพิ่งยี่สิบต้นๆ เลยก็ได้ วิธีการรักษามีตั้งแต่การผ่าตัด การใช้ยาละลายไขมัน การใช้คลื่นวิทยุ หรือ Radio Frequency (RF)

      หากเลือกรักษาอาการดังกล่าวด้วยวิธีการใช้คลื่น RF ก็จะช่วยทำให้ไขมันใต้ตาดูเล็กลง แต่กระนั้นก็ไม่สามารถทำให้ปัญหาถุงใต้ตาหายขาดได้ เพราะเป็นเพียงวิธีการที่ช่วยยกกระชับผิวใต้ตา ซึ่งจะทำให้ถุงใต้ตาดูเล็กลงเท่านั้น
      อย่างไรก็ตาม การรักษาทางการแพทย์ถ้าเป็นสมัยก่อนมักคิดถึงการผ่าตัด ซึ่งโดยมากจะช่วยเรื่องถุงใต้ตาได้ดี แต่ช่วยเรื่องรอยคล้ำได้น้อย นอกจากตัดรอยดำออกไปด้วย ไม่เพียงแค่ความเจ็บปวดและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง การผ่าตัดอาจช่วยให้ผิวเรียบเนียน ตึงสดใส แต่ความงามนี้อาจอยู่ได้ไม่นานเพียง 1-2 ปี หากขาดการดูแลและใช้ชีวิตอยู่กับปัจจัยเสี่ยงข้างต้นก็จะเกิดปัญหาซ้ำใหม่ได้ เพราะการผ่าตัดคือ การตัดเอาถุงไขมันใต้ตาทิ้งไป แต่ปัญหาการสะสมของน้ำและไขมันก็ยังเกิดขึ้นได้ใหม่ตลอดเวลา เมื่อสภาพผิวเริ่มอ่อนแอลงผนวกกับอายุที่เพิ่มขึ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ผิวก็เสื่อมถอยขาดประสิทธิภาพ ทำให้การไหลเวียนขับถ่ายของเสียรอบดวงตาบกพร่อง ก่อเกิดการสะสมตัวซ้ำของถุงใต้ตา และริ้วรอยหมองคล้ำอยู่เรื่อยไป
      ปัจจุบัน มีวิธีการรักษาใหม่ๆ ด้วยการนำสารโปรตีนอนุภาคเล็กที่เรียกว่า Acetyl tetrapeptide 5 (อะเซ็ทติล เต็ตตร้า เปปไทด์ 5) ที่ทางการแพทย์ใช้เป็นยาลดความดันเลือด นำมาใช้ในเครื่องสำอางบำรุงผิว เพื่อเสริมการแก้ไขปัญหาถุงใต้ตาด้วยตัวเอง ซึ่งมีการศึกษาวิจัยในยุโรปแล้วว่า สารดังกล่าวสามารถช่วยลดการเกิดถุงใต้ตา รอยบวม ตลอดจนรอยคล้ำได้ เพราะช่วยปรับการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองให้เป็นไปอย่างสมดุล อีกทั้งช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้เซลล์ผิวแข็งแรงกระชับขึ้นและช่วยให้ของเสียถูกขับถ่ายออกจากเซลล์ผิวได้ดีขึ้น จึงช่วยลดการสะสมตัวของน้ำและไขมันที่อาจเกิดขึ้นรอบดวงตา

      ส่วนวิธีการใช้ยาละลายไขมัน ไม่ขอแนะนำ เนื่องจากไม่ค่อยปลอดภัย แถมยังมีรายงานทางการแพทย์ด้วยว่า เคยมีผู้ป่วยใช้วิธีนี้แล้วเกิดอาการตาบอด เนื่องจากเกิดการอักเสบของไขมันมากเกินไป ซึ่งส่งผลต่อดวงตา และอาจจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด หากใครที่พบเจอปัญหาถุงใต้ตากวนใจก็แนะนำให้ไปพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ

    ถุงใต้ตาเทียม
       มีสาเหตุมากจากระบบการไหลเวียนในร่างกายไม่ดี ทำให้ของเหลวไปคั่งอยู่ที่ใต้ตา คนที่มีปัญหาถุงใต้ตาเทียมแบบนี้ มักจะมาจากพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ชอบนอกดึก ร้องไห้เป็นประจำ ขยี้ตา ใช้สายตามากเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ตลอดจนการแพ้สารต่าง ๆ เช่น แพ้มาสคาร่า อาจมีการสะสมทำให้คันพอคันก็จะถู ขยี้ตา จะไปกระตุ้นทำให้ทิ้งรอยดำได้

      และหนุ่มสาวคนไหนที่มีนิสัยชอบนอนดึกๆ หรืออดนอนอยู่เป็นนิจล่ะก็ รู้ไว้เลยว่าจะทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี สารอาหารในเลือดลดลง เส้นเลือดตีบ รอยคล้ำก็ชัดขึ้น และหากปล่อยให้เป็นนานๆ เส้นเลือดจะเปราะแตกง่าย ทำให้เกิดสารตกค้างใต้ตาทำให้ตาคล้ำได้       หากเป็นเช่นนี้ คุณสามารถรักษาได้หายได้เองโดยไม่ต้องผ่าตัดก็ได้ เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมไม่ดีทั้งหลาย แล้วลองนวดที่ดวงตาเบา ๆ หรือหมั่นประคบเย็นที่ดวงตาเป็นประจำ อาการดังกล่าวก็จะค่อย ๆ หายไปได้เองค่ะ

    วิธีป้องกันถุงใต้ตาง่ายๆ ด้วยตัวเอง
    1. อย่าให้กล้ามเนื้อตาล้าเกินไป ด้วยการอย่านั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ให้พักสายตาทุก 15 นาที ด้วยการมองออกไปไกลๆ จะทำให้ดวงตาไม่เกิดอาการล้า

    2. ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้แสงพอเหมาะ ที่สำคัญ... อย่าขยี้ตา

    3. หากรู้สึกอ่อนล้าให้นวดคลึงเบาๆ และควรบริหารดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ด้วยการกลอกตาไปรอบๆ เป็นวงกลม สัก 5-6 รอบ ใช้นิ้วนางทั้ง 2 นิ้วแตะที่หัวตาแต่ละข้าง คลึงเบาๆ แบบกดจุดนาน 1-2 วินาที

    4. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เพราะจะยิ่งเสริมให้เกิดอาการบวมมากขึ้น

    5. หลีกเลี่ยงการอดนอน หรือคร่ำเคร่งในการอ่านหนังสือ – อ่านตำรา และการร้องไห้ 

วิธีเพิ่มส่วนสูง



1. ออกกำลัังกายโดยการกระโดดเชือกวันละ 30 นาที ( จะแบ่งเป็นทำครั้งละ 1 - 5 นาทีแล้วพักก็ได้แต่ต้องทำให้ครบ 30 นาที ไม่รวมเวลาพัก นับแต่เวลาโดด)
  2. ก่อนออกกำลังควรทำท่าเหยียดตัวหรือยืดเส้นยืดสายก่อนกระโดด นาที
  3. หลังกระโดดครบ 30 นาที แล้ว ควรพัก นาที 
  4. เตรียมกระโดดสูงโดยโดดใหสูงจากพื้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ( ถ้านึกไม่ออกก็ดูนักวอลเลย์บอลเข้ากระโดดตบลูกหน้าเน็ต หรือนักบาสกระโดดยัดลูกเข้าห่วง ) แต่การกระโดดควรกระโดดอยู่กับที่จะได้ไม่เหนื่อยมาก โดดครั้งละ 10 ที แบ่งเป็นเซต เซตละ 10 ทีทำจนครบ 5 - 6เซต ห้ามตำ่กว่า เซต
  5. ทำทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เสาร์ - อาทิตย์พัก
  6. ดื่มนมที่มีวิตามินดีเยอะๆนมตราหมีที่ไม่ใช่ของเด็กกินนะหมีกล่องใหญ่นะดื่มวันละ กล่อง กล่องตอนเช้า กล่องตอนกลางวัน ( ตอนเช้าควรเสริมด้วยไมโล แก้ว กลางวันก็เช่นกัน ) ตอนเย็นดื่มนมเปรี้ยวตามด้วยนมถั่วเหลืองที่ผสมงาดำอย่างละ กล่อง 
  7. ควรกินอาหารให้ครบ หมู่ เน้นเนื้อสัตว์กับผักและผลไม้ให้มากๆ กล้วยนำ้ว้าก่อนออกกำลัง 30 นาที ใบจะดี ( ให้พลังงาน )
  8. ดื่มน้ำมากๆวันละ 2 - 3 สิตรช่วยทำให้ไม่อ้วนทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่บวม
  9. นอนตอน 3ทุ่มขึ้นไป ห้ามนอนเกินเที่ยงคืน ฮอรโมนสร้างความเจริญเติบโตจะหลั่งตั้งแต่เที่ยงคืน - ตี 5

อาหารสุขภาพที่ควรทานทุกวัน

เบอร์รี่
1. เบอร์รี่ 

          แม้ว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จะเคยเป็นผลไม้ที่หาทานได้ยากในบ้านเรา แต่ในสมัยนี้เห็นจะไม่ใช่อย่างนั้นแล้วล่ะค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เค้ามีขายกันเกลื่อนตามห้างสรรพสินค้า และท้องตลาดบางแห่งด้วยแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมคะว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้น ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารได้มากเลยทีเดียว แถมยังมีแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ และที่สำคัญ ยังมีวิตามิน C ที่ช่วยในเรื่องผิวพรรณและหวัดอีกด้วย

ไข่ไก่
2. ไข่ไก่ 

          ไข่ไก่เป็นสุดยอดอาหารที่หาง่ายมาก ๆ แถมยังราคาถูกอีกแน่ะ คุณ ๆ รู้ไหมว่า ไข่ไก่นั้นเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง ที่ทำให้คุณได้พลังงานแต่ไม่อ้วน แถมมีประโยชน์ในการบำรุงสายตา อ้อ แถมยังมีลูทีนที่จะป้องกันผิวคุณจากการทำลายของแสงแดดอีกด้วย
ถั่ว


 3. ถั่ว 

          ถั่วเป็นแหล่งของเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการส่งผ่านออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยในถั่ว 1 ถ้วย จะให้ธาตุเหล็กประมาณ 16 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงเลยทีเดียว นอกจากนี้ ถั่วยังมีไฟเบอร์ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้ง่ายอีกด้วย

มะม่วงหิมพานต์

 4. อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย และมะม่วงหิมพานต์ 

          เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จากการศึกษาของนักโภชนาการ พบว่า ผู้ที่รับประทานเมล็ดพืชเหล่านี้จะมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่ได้ทานถึง 2 ปีครึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีโอเมก้า 3 เอแอลเอ ที่จะส่งผลให้อารมณ์ดีขึ้น ที่สำคัญยังช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย

ส้ม

 5. ส้ม 

          เป็นแหล่งวิตามิน C คุณภาพ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค รวมทั้งยังมีไฟเบอร์สูง เป็นแหล่งของแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่จะช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย และเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว เรียกว่าคุณประโยชน์ครบครันเลยทีเดียว

มันเทศ

 6. มันเทศ 

          อาหารที่หาได้ง่าย แถมยังให้ประโยชน์มากมายกับสุขภาพอีก มันเทศเป็นแหล่งเบตาแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยในการบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และที่หลาย ๆ คนคิดไม่ถึง คือ มันเทศมีสารต้านมะเร็งสูงอีกด้วยค่ะ

บร็อกโคลี

  7. บร็อคโคลี่ 

          เป็นแหล่งของวิตามินซี เอ และเค เป็นผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยบำรุงสายตา และมีสารไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่ช่วยต่อต้านมะเร็งปอด รวมถึงมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ วิตามินเคยังเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกด้วย

ชา

  8. ชา 

          แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่รู้ไหมว่า การดื่มชาในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง และทำให้สุขภาพฟันและกระดูกแข็งแรงขึ้น เพราะในชานั้นมีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ที่เรียกว่า ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพ

คะน้า

  9. คะน้า 

          มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด รวมถึงมีวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ สร้างภูมิต้านทานโรคที่ดี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมเสริมสร้างการทำงานของกระดูก

โยเกิร์ต

  10. โยเกิร์ต 

          อาหารสุขภาพที่หลาย ๆ คนมักจะซื้อไว้ติดบ้าน เอาไว้ทานยามหิว และนั่นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ เพราะในโยเกิร์ตนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี วิตามินบี 12 และโปรตีน ดังนั้น ถ้าคุณทานโยเกิร์ตให้ได้วันละ 1 ถ้วย จะทำให้สุขภาพคุณดีอย่าบอกใครเลยล่ะ

ชนิดของช็อกโกแลต


1. ดาร์กช็อกโกแลต ช็อคโกแลตเข้มข้น มีส่วนประกอบของ โกโก้ลิคเคอ ไขมันโกโก้ น้ำตาล และ อาจแต่งกลิ่นวานิลา ดาร์กช็อคโกแลตมีรสเข้มข้นกว่า มิลค์ช็อกโกแลต และไวท์ช็อกโกแลต โดยปกติแล้วนิยมนำไปเป็นส่วนประกอบสำหรับทำอาหารได้


2. มิลค์ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตที่มีเหมือนกับดาร์กช็อกโกแลตเพียงเพิ่มส่วนประกอบของนมเพิ่มเติม ทำให้มีรสชาติหวาน มัน และรสนุ่มลมุนลิ้นมากกว่าดาร์กช็อกโกแลต

3. ช็อกโกแลตสีขาว เป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีส่วนผสมของ โกโก้ลิคเคอ แต่มีส่วนผสมของโกโก้บัตเตอร์  น้ำตาล นม และแต่งกลิ่น อาทิเช่น วานิลา ซึ่งมีความหวานมัน มากที่สุดในบรรดาช็อกโกแลตสามชนิด

ประโยชน์ของเบอร์รี่


มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเบอร์รี่และโรคมะเร็ง ซึ่งผลที่ออกมาปรากฏว่า กรดผลไม้หลายชนิดมีฤทธิ์ยังยั้งเซลล์มะเร็งได้ และผลไม้จำพวกเบอร์รี่มีกรดชนิดนี้อยู่มาก นอกจากนี้เบอร์รี่ยังได้ขึ้นชื่อว่า เป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระตัวยงเลยทีเดียว

เบอร์รี่แต่ละชนิดจะมีผลดีต่อสุขภาพแตกต่างกันไปเล็กน้อย เช่น

บลูเบอร์รี่ ช่วยในเรื่องของดวงตา ป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกตา การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และลดน้ำตาลในเลือด ส่วนสตรอเบอร์รี่จะเด่นด้านบำรุงทางเดินอาหาร เป็นต้น ซึ่งสรรพคุณโดยรวมของตระกูลเบอร์รี่ สารต้านอนุมูลที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มการทำงานของหลอดเลือด ลดการอักเสบ รวมทั้งโรคทางระบบประสาทและสมอง

ส่วนมากการทานผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นอาหารตามปกติจะไม่ส่งผลทางด้านสุขภาพ ยกเว้นในกรณีที่ต้องได้รับการผ่าตัด จะต้องงดบลูเบอร์รี่ก่อนการผ่าตัด 2 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งการทานแบบตากแห้ง น้ำผลไม้ หรือแช่แข็ง อาจได้รับปริมาณน้ำตาลมาก ซึ่งส่งผลทำให้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ และการนำไปประกอบอาหารที่ต้องผ่านความร้อน ก็จะทำให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระลดลงอีกด้วย แนะนำให้ทานแบบสด ๆ น่าจะได้รับคุณค่าได้อย่างเต็มที่มากกว่า

แนะนำเจ้าของบล็อก





ชื่อ:ด.ญ.ศิรดา กันขัน

ชื่อเล่น:ฟ้าใหม่
อายุ:13ปี
เกิด:5 ธันวาคม 2541
เรื่องที่สนใจ:ดนตรี,การ์ตูน
สี:ม่วง,ดำ